Skip to Content

เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีการโอนเงินรายย่อยทางอิเล็กทรอนิกส์

เรื่อง ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีการโอนเงินรายย่อยทางอิเล็กทรอนิกส์


ข้อเท็จจริง

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้หารือกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ดังนี้

1. ปัญหาทางปฏิบัติเกี่ยวกับระบบการโอนเงินรายย่อยทางอิเล็กทรอนิกส์ (MediaClearing)

Media Clearing คือ ระบบการเรียกเก็บเงินหรือการชำระเงินรายย่อยระหว่างลูกค้าที่มี

บัญชีอยู่ต่างธนาคาร โดยธนาคารแห่งประเทศไทยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรับส่ง ข้อมูล คำสั่งโอน

เงิน และคำนวณส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมระหว่างธนาคารสมาชิก ซึ่งธนาคารสมาชิกจะทำสัญญาการใช้

บริการกับผู้ใช้บริการรายหนึ่ง ๆ ในครั้งเดียว และสามารถโอนเงินได้ตลอดไป จนกว่าจะทำสัญญาขอ

ยกเลิกการใช้บริการโดยมีการตกลงจ่ายค่าธรรมเนียมการให้บริการรายการละไม่เกิน 10 บาท รายได้

จากค่าบริการแบ่งจ่ายเป็น 3 ส่วน ดังนี้

(1) ธนาคารผู้ส่งข้อมูล 3.50 บาท

(2) ธนาคารผู้รับข้อมูล 5.90 บาท

(3) ธนาคารแห่งประเทศไทย 0.60 บาท

รวม 10.00 บาท

ในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการให้บริการดังกล่าว ธนาคารผู้ส่งข้อมูลจะเป็น ผู้เรียกเก็บ

ค่าธรรมเนียมจากผู้ใช้บริการ และธนาคารแห่งประเทศไทยจะคำนวณและแบ่งค่า ธรรมเนียมให้แก่

ธนาคารผู้รับข้อมูลและธนาคารแห่งประเทศไทย ทุกวันที่ 7 ของเดือนถัดไปเพื่อเป็นหลักฐานให้ธนาคาร

สมาชิกนำไปยื่นเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ธนาคารแห่งประเทศไทยหารือว่า

1.1 รายได้จากค่าธรรมเนียมการให้บริการดังกล่าวต้องเสียภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย หรือไม่

อย่างไร และถือเป็นการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) หรือมาตรา 40(8)แห่ง

ประมวลรัษฎากร และเข้าลักษณะเป็นสัญญาระยะยาวหรือไม่

1.2 กรณีต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จะมีวิธีปฏิบัติอย่างไร เนื่องจากในการเรียกเก็บ

ค่าธรรมเนียม ผู้ใช้บริการจะเป็นผู้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายจากธนาคารผู้ส่งข้อมูลเต็มจำนวน ในขณะที่

ต้องแบ่งรายได้เป็น 3 ส่วน

1.3 ค่าธรรมเนียมในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทยจำนวน 0.60 บาท ไม่ต้องหัก

ภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ใช่หรือไม่

2. ปัญหาทางปฏิบัติเกี่ยวกับการเรียกเก็บเงินจากเช็คต่างจังหวัดข้ามเขตสำนักหักบัญชี

(Bill for Collection) ซึ่งวิธีการเรียกเก็บเงินของเช็คต่างจังหวัดมี 2 วิธี คือ

2.1 ธนาคารผู้รับฝากเช็คจะเรียกเก็บเงินโดยให้สาขาธนาคารของตนที่ตั้งอยู่ในเขต

เดียวกันกับสาขาธนาคารผู้จ่ายตั้งอยู่เป็นผู้เรียกเก็บเงินผ่านสำนักหักบัญชีจังหวัด ซึ่งธนาคาร ผู้รับฝาก

เช็คจะคิดค่าธรรมเนียม หมื่นละ 20 บาท เป็นรายได้ของธนาคารผู้รับฝากเช็ค

ธนาคารแห่งประเทศไทยหารือว่ารายได้จากค่าธรรมเนียมการให้บริการดังกล่าว ต้องหักภาษีเงินได้ ณ

ที่จ่าย หรือไม่

2.2 ธนาคารผู้รับฝากเช็คไม่มีสาขาในท้องถิ่นเดียวกับสาขาธนาคารผู้จ่าย ดังนั้น

ธนาคารผู้รับฝากเช็คจะส่งเช็คเรียกเก็บผ่านสำนักงานใหญ่ของธนาคารผู้จ่ายโดยธนาคาร ผู้รับฝากเช็ค

จะคิดค่าธรรมเนียมจากผู้ใช้บริการหมื่นละ 20 บาท เช่นเดียวกับกรณี 2.1 แต่นำไปจ่ายให้กับธนาคาร

ผู้จ่าย ธนาคารผู้รับฝากเช็คไม่มีรายได้จากค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด ธนาคารแห่งประเทศไทยหารือว่า

จะมีวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการหักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างไร

3. เนื่องจากการโอนเงินรายย่อยทางอิเล็กทรอนิกส์นั้น (Media Clearing) ผู้ใช้บริการ

และธนาคารผู้ส่งข้อมูลมีภาระในการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย จึงขอให้กรมสรรพากร

พิจารณาผ่อนผันการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยธนาคารแห่งประเทศได้ส่งรูปแบบ

รายงานการรับชำระค่าธรรมเนียมและภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ระหว่างธนาคารผ่านระบบ Media

Clearing ให้กรมสรรพากรพิจารณาด้วยแล้ว


กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 40(8), คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ.2 528, คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.104/2544 ฯ ลงวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2544, มาตรา 50 ทวิ วรรคสาม, มาตรา 50 ทวิ (1)

แนววินิจฉัย

1. รายได้จากค่าธรรมเนียมการให้บริการโอนเงินรายย่อยทางอิเล็กทรอนิกส์ (Media

Clearing) ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร และเข้าลักษณะเป็น

การให้บริการตามสัญญาระยะยาวซึ่งไม่สามารถคำนวณค่าบริการที่จะได้รับทั้งสิ้นเป็นจำนวนที่แน่นอน

ดังนั้น เมื่อผู้ใช้บริการจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับธนาคารผู้ส่งข้อมูลจำนวน 10.00 บาท ผู้ใช้บริการมีหน้าที่

ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของเงินจำนวน 10.00 บาท ตามข้อ 12/1 ของ

คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่ง

ประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม

โดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.104/2544 ฯ ลงวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2544 และเมื่อธนาคาร

ผู้ส่งข้อมูลจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับธนาคารผู้รับข้อมูลจำนวน 5.90 บาท ธนาคารผู้ส่ง ข้อมูลมีหน้าที่ต้อง

หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของเงินจำนวน 5.90 บาทตามข้อ 12/1 ของ

คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย

คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.104/2544 ฯ ลงวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2544 แต่สำหรับกรณีธนาคาร

ผู้ส่งข้อมูลได้จ่ายค่าธรรมเนียมให้กับธนาคารแห่งประเทศไทยจำนวน 0.60 บาทธนาคาร ผู้ส่งข้อมูลไม่มี

หน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยไม่มีหน้าที่ต้องเสีย

ภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร

2. เนื่องจากธุรกรรมการโอนเงินรายย่อยทางอิเล็กทรอนิกส์ (Media Clea ring)

ผู้ใช้บริการและธนาคารผู้ส่งข้อมูลมีภาระในการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นอย่างมาก

ดังนั้น เพื่อเป็นการลดภาระการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายกรณีดังกล่าว กรมสรรพากรจึง

ผ่อนผันการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิ วรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร

ดังนี้

2.1 ให้ผู้ใช้บริการซึ่งมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จากธนาคารผู้ส่ง ข้อมูล

ไม่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับการจ่ายค่าธรรมเนียมในทันทีทุกครั้งที่มีการหักภาษี

ณ ที่จ่าย โดยให้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย 1 ครั้งต่อเดือน แต่ผู้ใช้บริการดังกล่าวยังคงมี

หน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่มีการจ่ายเงินได้

2.2 ให้ธนาคารผู้ส่งข้อมูลไม่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับการจ่าย

ค่าธรรมเนียมให้กับธนาคารผู้รับข้อมูลในทันทีทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยให้ใช้รายงานการชำระ

ค่าธรรมเนียมและภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายระหว่างธนาคารผ่านระบบ Media Clearing ที่

ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ส่งไปประกอบการพิจารณา เป็นหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ แต่

ธนาคารผู้ส่งข้อมูลยังคงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่มีการจ่าย เงินได้

3. กรณีผู้ใช้บริการเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น จ่ายค่าธรรมเนียมใน

การเรียกเก็บเงินตามเช็คต่างจังหวัดข้ามเขตสำนักหักบัญชี (Bill for Collection) ให้ กับ

ธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ ถือเป็นการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8)

แห่งประมวลรัษฎากร หากการจ่ายตามสัญญารายหนึ่ง ๆ มีจำนวนตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ผู้ใช้บริการมี

หน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ตามข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่

ท.ป.4/2528 ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.

104/2544 ฯ ลงวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2544 และผู้ใช้บริการมีหน้าที่ต้องออก

หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้กับธนาคารในทันทีทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50

ทวิ (1) แห่งประมวลรัษฎากร

4. กรณีผู้ใช้บริการตาม 3. จ่ายค่าธรรมเนียมในการเรียกเก็บเงินตามเช็คต่างจังหวัดข้าม

เขตสำนักหักบัญชี (Bill for Collection) ให้กับธนาคารผู้รับฝากเช็คซึ่งธนาคารผู้รับฝากเช็คนำไป

จ่ายให้กับธนาคารผู้จ่าย ถือว่าธนาคารผู้รับฝากเช็คเป็นตัวแทนของผู้ใช้บริการซึ่งเป็น ผู้จ่ายเงิน

ธนาคารผู้รับฝากเช็คมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จากธนาคารผู้จ่ายในอัตรา ร้อยละ 3.0 ตาม

ข้อ 12/1 ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ฯ ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2528 ซึ่งแก้ไข

เพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.104/2544 ฯ ลงวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2544 และออก

หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้กับธนาคารผู้จ่าย โดยใช้แบบพิมพ์หนังสือรับรอง การหักภาษี ณ

ที่จ่าย ของธนาคารผู้รับฝากเช็คซึ่งเป็นตัวแทน แต่จะต้องระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร

ของผู้ใช้บริการด้วย และให้ธนาคารผู้รับฝากเช็คซึ่งเป็นตัวแทนส่งสำเนาหนังสือรับรองการหักภาษี ณ

ที่จ่ายให้กับผู้ใช้บริการ เพื่อผู้ใช้บริการจะได้นำไปยื่นรายการภาษี เงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามแบบ

ภ.ง.ด.53 ต่อไป กรณีดังกล่าว ผู้ใช้บริการไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จากธนาคารผู้รับฝาก

เช็คอีก




ที่มา:

หนังสือข้อหารือกรมสรรพากร ที่ กค 0811/0875 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2544

Get notified when new articles are added to the knowledge base.

Powered by PHPKB (Knowledge Base Software)