Skip to Content

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3668/2547

จำเลย - กรมสรรพากร

โจทก์ - บริษัทฉัตรดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด


ชื่อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ป.รัษฎากร ม. 30 (2), ม. 65 วรรคสอง

ป.พ.พ. ม. 1220, ม. 1228

ป.วิ.พ. ม. 23

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 17


คำพิพากษาย่อสั้น

ระยะเวลา 30 วัน ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 (2) เป็นระยะเวลาที่เกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่ง อันกำหนดไว้ใน ป.รัษฎากร ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร มาตรา 17 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 23 ดังนั้น เมื่อศาลภาษีอากรกลางเห็นว่าคำร้องของโจทก์ที่ขอขยายระยะเวลามีพฤติการณ์พิเศษ ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจที่จะอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฟ้องจำเลยออกไปได้

โจทก์สามารถเพิ่มทุนได้ด้วยการออกหุ้นใหม่ โดยมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1220 เมื่อมีมติพิเศษให้เพิ่มทุนแล้ว โจทก์ยังอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายที่จะต้องไปยื่นคำขอจดทะเบียนเพื่อเพิ่มทุนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1228 ดังนั้น จึงต้องถือว่าวันที่ซึ่งนายทะเบียนรับจดทะเบียนเป็นวันที่โจทก์เพิ่มทุนและรับชำระเต็มมูลค่าหุ้น

โจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โต้แย้งว่าจำเลยมิได้หักค่าใช้จ่ายในการ ดำเนินงานและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ เท่ากับโจทก์อุทธรณ์ว่าเจ้าพนักงานประเมินประเมินไม่ชอบ ไม่นำค่าใช้จ่ายมารวมเป็นต้นทุนขายเพื่อคำนวณกำไรสุทธิ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้ส่งหลักฐานรายจ่ายในชั้นพิจารณาอุทธรณ์ทั้งเจ้าหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่างมิได้โต้แย้งหรือปฏิเสธความถูกต้องของเอกสารนั้น จึงเชื่อได้ว่าเอกสารดังกล่าวแสดงรายจ่ายอันแท้จริงของโจทก์ เมื่อจำเลยไม่นำค่าใช้จ่ายตามรายการดังกล่าวไปหักให้ย่อมเป็นการไม่ชอบ การประเมินภาษีเงินได้และคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงไม่ถูกต้อง


คำพิพากษาย่อยาว

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต.1/1017/2/100246 และ ต.1/1017/2/100247 ลงวันที่ 31 มกราคม 2538 และหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิที่ กค.0807/1790 ลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2538 ของเจ้าพนักงานประเมิน และให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 1/2542/สภ.1 (กม.2), 2/2542/สภ.1 (กม.2) และ 3/2542/สภ.1 (กม.2) ลงวันที่ 23 มีนาคม 2538 ของคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ และให้งดหรือลดเบี้ยปรับ เงินเพิ่มตามคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินภาษีและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ทั้ง 2 ฉบับ ให้ทุเลาการบังคับคดีขณะดำเนินคดีจนกว่าคดีจะถึงที่สุดและให้โจทก์จัดทำบัญชีงบดุลใหม่ตามเกณฑ์สิทธิ โดยให้โจทก์มีสิทธินำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นคือ ค่าโฆษณา ค่าออกแบบอาคาร ค่าธรรมเนียมเงินกู้และจำนอง ค่าดอกเบี้ย ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 และปี 2533 มาหักเป็นค่าใช้จ่ายและให้จำเลยคำนวณภาษีเอาแก่โจทก์ โดยถือคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.35/2536 เป็นเกณฑ์พิจารณา โดยไม่คิดเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2534 และปี 2535 เสียใหม่

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต.1/1017/2/100246 ลงวันที่ 31 มกราคม 2538 และแก้ไขคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 1/2542 สภ.1 (กม.2) ลงวันที่ 23 มีนาคม 2538 ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นว่าสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 ให้โจทก์ชำระค่าภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน 73,500.13 บาท พร้อมเบี้ยปรับ 1 เท่า ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 22 และเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสีย และให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต.1/1017/2/100247 ลงวันที่ 31 มกราคม 2538 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ 2/2542 สภ.1 (กม.2) ลงวันที่ 23 มีนาคม 2538 ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า? มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2541 โจทก์จะต้องยื่นฟ้องคดีต่อศาลภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 (2) ซึ่งโจทก์จะต้องยื่นฟ้องภายในวันที่ 7 มกราคม 2542 แต่ในวันดังกล่าวโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลภาษีอากรกลางขอขยายระยะเวลาฟ้องคดี ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นคำฟ้องออกไปมีกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ 7 มกราคม 2542 โจทก์จึงมีอำนาจที่จะฟ้องคดีได้จนถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2542 ตามที่ศาลอนุญาต แต่ปรากฏว่าวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2542 ตรงกับวันเสาร์หยุดราชการ และวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2542 ตรงกับวันอาทิตย์หยุดราชการเช่นกัน โจทก์จึงมีอำนาจที่จะฟ้องในวันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 ซึ่งเป็นวันเปิดทำการได้ ที่จำเลยอ้างว่าศาลภาษีอากรกลางไม่มีอำนาจที่จะขยายเวลาตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 (2) นั้น เห็นว่า ระยะเวลา 30 วัน ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 (2)เป็นระยะเวลาเกี่ยวด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งอันกำหนดไว้ใน ป. รัษฎากร ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 23 ดังนั้น เมื่อศาลภาษีอากรกลางเห็นว่าคำร้องของโจทก์ที่ขอขยายระยะเวลามีพฤติการณ์พิเศษ ศาลภาษีอากรกลางย่อมมีอำนาจที่จะอาศัยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ดังกล่าวอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นฟ้องจำเลยออกไปได้ เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยภายในระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์จำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยข้อที่สองว่า การประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2532 และปี 2533 ของเจ้าพนักงานประเมินเลขที่ ต.1/1017/2/100246 และ ต.1/1017/2/100247 และคำวินิจฉัย อุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เลขที่ 1/2542 สภ.1 (กม.2) และ 2/2542 สภ.1 (กม.2) ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์สามารถเพิ่มทุนได้ด้วยการออกหุ้นใหม่ โดยมติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1220 เมื่อมีมติพิเศษให้เพิ่มทุนแล้ว โจทก์ยังอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายที่จะต้องมีหน้าที่ไปยื่นคำขอจดทะเบียนเพื่อเพิ่มทุนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1228 ด้วย เพื่อให้บุคคลทั่วไปสามารถตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงได้ ดังนั้น เมื่อมีกฎหมายบังคับให้โจทก์ต้องไปจดทะเบียนเสียก่อนจึงต้องถือว่าวันที่ 15 กันยายน 2532 ซึ่งเป็นวันที่นายทะเบียน รับจดทะเบียนเป็นวันที่โจทก์เพิ่มทุนและรับชำระเต็มมูลค่าหุ้น หาใช่วันที่ 24 กรกฎาคม 2532 ดังที่จำเลยอ้างไม่ สำหรับกรณีการคำนวณดอกเบี้ยรับถือเป็นรายได้นั้น ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์จะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ซึ่งทั้งโจทก์และจำเลยมิได้อุทธรณ์ในเรื่องอัตราดอกเบี้ย โจทก์จึงต้องเสียดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยต่อไปว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิฉัยให้หักค่าใช้จ่ายในบัญชีต้นทุนขายเพื่อการคำนวณกำไรสุทธิ โดยให้หักค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินกู้โครงการ ค่าตรวจแบบอาคาร ค่าจดทะเบียนจำนอง ค่าโฆษณาและค่าโสหุ้ยต่าง ๆ ในปี 2532 และปี 2533 ถูกต้องหรือไม่ ปัญหานี้เดิมโจทก์บันทึกรายได้รายจ่ายโดยใช้เกณฑ์เงินสด มิได้ใช้เกณฑ์สิทธิตาม ป.รัษฎากร มาตรา 65 วรรคสอง แต่นางสาวพรพิศ เจ้าพนักงานตรวจสอบภาษี 6 ของจำเลยได้ตรวจสอบภาษีแล้วทำการปรับปรุงรายได้รายจ่ายใหม่โดยใช้เกณฑ์สิทธิ ซึ่งโจทก์ยินยอมให้ใช้เกณฑ์สิทธิได้ตามที่จำเลยต้องการ ดังนั้น ที่จำเลยอุทธรณ์อ้างว่าในชั้นตรวจสอบโจทก์ไม่ได้ส่งหลักฐานค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าดอกเบี้ยเงินกู้ในโครงการ ค่าจดทะเบียนจำนองที่ดิน ค่าโฆษณา ค่าใบอนุญาตตรวจสอบแบบอาคารและค่าโสหุ้ยต่าง ๆ รวม 5 รายการ มาแสดง เจ้าพนักงานของจำเลย จึงไม่สามารถคำนวณต้นทุนขายได้จึงต้องคำนวณจากประมาณการนั้น เห็นว่า ในชั้นพิจารณาอุทธรณ์ของ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โจทก์ได้ส่งเอกสารเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายรวม 5 รายการ เพื่อหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและดอกเบี้ยแก่โจทก์แล้ว แม้ไม่ได้โต้แย้งในเรื่องของต้นทุนขายว่าการคำนวณต้นทุนขายของเจ้าพนักงานประเมิน ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบอย่างไร จำเลยก็ยังมีหน้าที่ต้องพิจารณาว่าเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่โจทก์ส่งมานั้นสามารถนำมาคำนวณเป็นรายจ่ายในบัญชีต้นทุนขายได้หรือไม่อย่างไรเสียก่อนตามหลักเกณฑ์สิทธิตามมาตรา 65 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากรและคำสั่งกรมสรรพากรที่ ทป.1/2528 นอกจากนี้ยังปรากฏว่า นางสาววาสนา เจ้าหน้าที่ ตรวจสอบภาษี 6 ของจำเลยได้ทำรายงานการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มารวมเป็นต้นทุนขายเพื่อคำนวณกำไรสุทธิ หาใช่ว่าโจทก์มิได้อุทธรณ์เกี่ยวกับการคำนวณต้นทุนขายตามที่จำเลยอ้างในอุทธรณ์จำเลยไม่ ฉะนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้ส่งหลักฐานรายจ่ายทั้งห้ารายการในชั้นพิจารณาอุทธรณ์ เจ้าหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่างก็มิได้โต้แย้งหรือปฏิเสธความถูกต้องแท้จริงของเอกสารนั้น จึงเชื่อได้ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่แสดงถึงรายจ่ายอันแท้จริงของโจทก์ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2532 และปี 2533 เมื่อจำเลยได้นำค่าใช้จ่ายทั้งห้ารายการไปหักให้ย่อมเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น การประเมินภาษีเงินได้และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยยอมให้หักค่าใช้จ่ายทั้งห้ารายการเพื่อคำนวณกำไรสุทธิของโจทก์จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์จำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ .


ชื่อองค์คณะ

ชื่อองค์คณะ: ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์ วิชัย ชื่นชมพูนุท โนรี จันทร์ทร

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน:

  • ศาลภาษีอากรกลาง - นางณัชชา พาณิชชวราห์
  • ศาลอุทธรณ์

แหล่งที่มา

แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

Get notified when new articles are added to the knowledge base.

Powered by PHPKB (Knowledge Base Software)